เลวิตร้า Vardenafil รักษาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ วิธีใช้และข้อควรรู้

เลวิตร้า Vardenafil คืออะไร?

เลวิตร้า (Levitra) หรือ Vardenafil เป็นยาในกลุ่ม PDE5 inhibitor ที่ใช้รักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction – ED) เช่นเดียวกับไวอากร้า (Sildenafil) และเซียลิส (Tadalafil) โดย Vardenafil ได้รับการอนุมัติจาก FDA ในปี ค.ศ. 2003 และผลิตโดยบริษัท Bayer Pharmaceuticals และ GlaxoSmithKline

Vardenafil มีโครงสร้างทางเคมีที่คล้ายคลึงกับ Sildenafil แต่มักถูกมองว่ามีประสิทธิภาพในการยับยั้งเอนไซม์ PDE5 ที่จำเพาะเจาะจงกว่า (Higher selectivity) ซึ่งหมายความว่ามีผลข้างเคียงต่อระบบอื่นน้อยกว่าบ้างในบางด้าน โดยเฉพาะผลต่อการมองเห็น เนื่องจากมีความจำเพาะต่อ PDE5 มากกว่า PDE6 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นในจอประสาทตา

ขนาดยาของ Vardenafil มีตั้งแต่ 2.5mg, 5mg, 10mg และ 20mg โดยยามีทั้งรูปแบบเม็ดเคลือบและรูปแบบเม็ดละลายในปาก (Orodispersible tablet) ที่ไม่ต้องใช้น้ำในการรับประทาน

กลไกการออกฤทธิ์ของ Vardenafil

Vardenafil ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งเอนไซม์ Phosphodiesterase Type 5 (PDE5) เช่นเดียวกับ PDE5 inhibitors ตัวอื่น เมื่อมีการกระตุ้นทางเพศ ร่างกายจะหลั่งสาร Nitric Oxide ซึ่งกระตุ้นการสร้าง cyclic GMP (cGMP) ทำให้กล้ามเนื้อเรียบในหลอดเลือดของอวัยวะเพศชายคลายตัว เลือดไหลเข้าไปมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการแข็งตัว

จุดเด่นของ Vardenafil คือมีโครงสร้างทางเคมีที่คล้ายกับ Sildenafil มาก แต่มีความแรงกว่า (Higher potency) ในการยับยั้ง PDE5 โดยการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า Vardenafil มีความแรงในการยับยั้ง PDE5 สูงกว่า Sildenafil ประมาณ 10 เท่า อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างนี้อาจไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญในทางคลินิกเมื่อเปรียบเทียบขนาดยาที่เทียบเท่ากัน

🔴 ดูสินค้าที่นี่

ขนาดยาและวิธีใช้ Vardenafil

ขนาดยาที่แนะนำ

  • 5mg: ขนาดเริ่มต้นสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีความไวต่อยา
  • 10mg: ขนาดมาตรฐานที่แนะนำสำหรับคนส่วนใหญ่
  • 20mg: ขนาดสูงสุด ใช้เมื่อ 10mg ไม่ได้ผลตามต้องการ

สำหรับผู้ที่ใช้รูปแบบเม็ดละลายในปาก (Orodispersible tablet) ขนาดยาที่แนะนำคือ 10mg เป็นขนาดเริ่มต้น

วิธีใช้ที่ถูกต้อง

  • รับประทานก่อนมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 25-60 นาที
  • ยารูปแบบเม็ดทั่วไป รับประทานพร้อมน้ำ ยารูปแบบละลายในปาก ให้วางบนลิ้นจนละลาย ไม่ต้องใช้น้ำ
  • ไม่ควรรับประทานเกิน 1 ครั้งต่อวัน
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงก่อนรับประทาน เพราะอาจลดการดูดซึมของยา
  • ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากร่วมกับยา

ระยะเวลาการออกฤทธิ์

Vardenafil เริ่มออกฤทธิ์ภายใน 25-60 นาที และคงประสิทธิภาพได้นานประมาณ 4-5 ชั่วโมง ยารูปแบบละลายในปากอาจออกฤทธิ์ได้เร็วกว่ารูปแบบเม็ดทั่วไปเล็กน้อย เนื่องจากถูกดูดซึมผ่านเยื่อบุช่องปากได้เร็ว

เปรียบเทียบ Vardenafil กับ Sildenafil และ Tadalafil

คุณสมบัติ Vardenafil Sildenafil Tadalafil
เริ่มออกฤทธิ์ 25-60 นาที 30-60 นาที 30-60 นาที
ระยะเวลาออกฤทธิ์ 4-5 ชม. 4-6 ชม. 24-36 ชม.
ผลกระทบจากอาหาร ปานกลาง มาก น้อยมาก
ผลต่อการมองเห็น น้อยกว่า Sildenafil อาจมี น้อยที่สุด
การรักษา BPH ไม่มี ไม่มี มี

ข้อดีของเลวิตร้า Vardenafil

  • มีความจำเพาะต่อ PDE5 สูง: ทำให้ผลข้างเคียงต่อการมองเห็นน้อยกว่า Sildenafil
  • ออกฤทธิ์ค่อนข้างเร็ว: โดยเฉพาะรูปแบบละลายในปาก
  • ประสิทธิภาพดีแม้ในผู้ป่วยเบาหวาน: การศึกษาพบว่า Vardenafil มีประสิทธิภาพดีในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะ ED
  • ผลกระทบจากอาหารน้อยกว่า Sildenafil: แม้ยังมีผลกระทบอยู่บ้าง แต่น้อยกว่าไวอากร้า
  • รูปแบบละลายในปาก: ไม่ต้องใช้น้ำ สะดวกในการใช้

ข้อเสียของเลวิตร้า

  • ระยะเวลาออกฤทธิ์สั้น: ประมาณ 4-5 ชั่วโมง เทียบกับ Tadalafil ที่ 24-36 ชั่วโมง
  • ราคาแพงกว่า Sildenafil: โดยเฉพาะยี่ห้อเดิม (Levitra)
  • มีตัวเลือกน้อยกว่า: เมื่อเทียบกับ Sildenafil ที่มีผู้ผลิตยาสามัญจำนวนมาก
  • ผลกระทบจากอาหารปานกลาง: ยังคงได้รับผลกระทบจากอาหารที่มีไขมันสูง
  • ไม่สามารถใช้ร่วมกับยา nitrate: เช่นเดียวกับ PDE5 inhibitors ทุกตัว

ผลข้างเคียงของ Vardenafil

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย

  • ปวดศีรษะ: พบบ่อยที่สุดเช่นเดียวกับ PDE5 inhibitors ทุกตัว
  • หน้าแดง
  • คัดจมูก
  • อาการอาหารไม่ย่อย
  • เวียนศีรษะ
  • ปวดหลัง

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยน้อยแต่ควรระวัง

  • QT prolongation: Vardenafil อาจทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติในผู้ที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาบางชนิดร่วมด้วย ดังนั้นผู้ที่มีโรคหัวใจหรือใช้ยาที่มีผลต่อ QT interval ควรระมัดระวัง
  • การแข็งตัวนานผิดปกติ (Priapism)
  • การมองเห็นผิดปกติ (พบน้อยกว่า Sildenafil)
  • การได้ยินลดลง

ข้อควรระวังและข้อห้ามใช้

ข้อห้ามใช้เด็ดขาด

  • การใช้ร่วมกับยา nitrate ทุกชนิด
  • การใช้ร่วมกับ Riociguat
  • ผู้ที่มี QT prolongation หรือใช้ยาที่มีผลต่อ QT interval เช่น Class IA antiarrhythmics (Quinidine, Procainamide) หรือ Class III antiarrhythmics (Amiodarone, Sotalol)
  • ผู้ที่มีโรคตับรุนแรง (Child-Pugh Class C)
  • ผู้ที่ต้องฟอกไต
  • ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ (น้อยกว่า 90/50 mmHg)
  • ผู้ที่มีประวัติโรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจวายในระยะ 6 เดือน

โรคประจำตัวที่ต้องแจ้งแพทย์ก่อนใช้

  • โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต
  • ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ
  • โรคแผลในกระเพาะอาหาร
  • โรคเลือดออกผิดปกติ
  • โรคจอประสาทตาเสื่อม
  • ภาวะเซลล์เม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle cell anemia)
  • Multiple myeloma หรือ Leukemia
  • ภาวะ Priapism ในประวัติ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลวิตร้า

เลวิตร้ากับไวอากร้าต่างกันอย่างไร?

ทั้งสองตัวออกฤทธิ์ด้วยกลไกเดียวกันและมีระยะเวลาออกฤทธิ์ใกล้เคียงกัน แต่ Vardenafil มีความจำเพาะต่อ PDE5 สูงกว่า ทำให้ผลข้างเคียงต่อการมองเห็นน้อยกว่า และมีรูปแบบละลายในปากที่สะดวกกว่า

เลวิตร้าใช้ทุกวันได้หรือไม่?

Vardenafil ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้ทุกวันเหมือน Tadalafil ขนาดต่ำ โดยทั่วไปใช้เป็นครั้งคราวก่อนมีเพศสัมพันธ์

เลวิตร้ามีผลกับหัวใจหรือไม่?

Vardenafil มีคำเตือนพิเศษเกี่ยวกับ QT prolongation ซึ่งอาจเป็นปัญหาสำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจบางชนิด ผู้ที่มีประวัติโรคหัวใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เลวิตร้า

สรุป

เลวิตร้า (Vardenafil) เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ต้องการยาที่มีความจำเพาะต่อ PDE5 สูงเพื่อลดผลข้างเคียงต่อการมองเห็น การเลือกระหว่าง Vardenafil, Sildenafil และ Tadalafil ขึ้นอยู่กับความต้องการและสภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล หากคุณกำลังมองหา Vardenafil คุณภาพ ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น

✅ สั่งซื้อสินค้าทั้งหมด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *